fbpx

แนวทางในการจัดการของรัฐบาลสถานการณ์โควิด 19 และการรับมือ

สนใจเช่ารถบัส ติดต่อสอบถามข้อมูล

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เน้นการบริหารสถานการณ์โควิด-19 ในไทย กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลผู้ป่วยโควิด-19 เข้าถึงระบบรักษาอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว โดยกระทรวงสาธารณสุข จะเพิ่มเติมแนวทางการดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19  แบบ “เจอ แจก จบ” เป็นผู้ป่วยนอกไม่ต้องนอนโรงพยาบาล ควบคู่ไปกับ ระบบการดูแลรักษาที่บ้านหรือชุมชน (HI/CI) โดยเมื่อผู้ป่วยได้ยืนยันผลเป็นบวกด้วย ATK แล้ว และได้ทำการแจ้งขอเข้ารับการรักษาในระบบ แพทย์จะพิจารณาจ่ายยารักษา 3 สูตร ได้แก่ ยาฟาวิพิราเวียร์ ยาฟ้าทะลายโจร ยารักษาตามอาการ เช่นยาลดไข้ แก้ไอ ลดน้ำมูก ตามอาการของผู้ติดเชื้อได้

โดยแนวทางการรักษาแบบผู้ป่วยนอก “เจอ แจก จบ” แก่ผู้ป่วยโควิด เป็นแนวทางการรักษาระบบใหม่ ที่เพิ่มจากระบบการรับตัวเข้ารักษาในโรงพยาบาล (รวมฮอสปิเทลกับโรงพยาบาลคู่สัญญา) โรงพยาบาลสนาม การกักในชุมชน กักตัวที่บ้าน ที่มีอยู่ในปัจจุบัน

“เจอ แจก จบ” ฉบับล่าสุด ปรับอะไรบ้าง

สำหรับแนวทางเวชปฏิบัติฉบับล่าสุด ได้รับความร่วมมือของคณาจารย์ ผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานต่าง ๆ และผู้แทนทีมแพทย์ที่ปฏิบัติหน้างานในการดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด ทบทวนและปรับแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วย ตามข้อมูลวิชาการในประเทศ และต่างประเทศ โดยสิ่งที่ปรับปรุงประกอบด้วย

  1. ปรับคำนิยามของการวินิจฉัยผู้ป่วยสงสัย ผู้ป่วยเข้าข่ายโควิดตามกรมควบคุมโรคระบุ ทั้งเกณฑ์ทางคลินิก เกณฑ์ทางระบาดวิทยา เกณฑ์การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
  2. ปรับคำแนะนำเกี่ยวกับการตรวจวินิจฉัยด้วย ATK
  3. ปรับแนวทางการดูแลรักษาในกลุ่มผู้ไม่มีอาการ กลุ่มที่มีอาการเล็กน้อย กลุ่มที่มีอาการปานกลาง ซึ่งจะมีทั้งแนวทางการรักษาผู้ป่วยอาการต่าง ๆ รวมทั้งกลุ่มเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี รวมทั้งหญิงตั้งครรภ์
  4. เพิ่มข้อบ่งชี้ในการใช้ยาต้านไวรัส และยาอื่น ๆ
  5. ปรับระยะเวลาในการกักตัว กรณีผู้ป่วยเป็นกลุ่มเสี่ยง

ประเทศไทยอาจจะตั้งเป็นโรคประจำถิ่น ก.ค. 65

การจัดการของรัฐบาล

กรมการแพทย์ วางแนวทางรักษาโควิด-19 สู่การเป็นโรคประจำถิ่น นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมการรักษารองรับโรคโควิด -19 เพื่อการเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่น ในราวๆ 1 กรกฎาคมนั้น ได้มีการเตรียมวางแนวทางการรักษา ที่ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์

จากเดิมรักษา ผู้ป่วยแบบแอดมิน เป็นการรักษาแบบ Home Isolation จนมาเป็นการรักษาแบบผู้ป่วยนอก (OPD) ซึ่งในอนาคต หากโรคไม่รุนแรง ก็อาจมีการปรับแนวทางการรักษาเป็น OPD โดยแนวทางการเป็นโรคประจำถิ่น จะต้องดูเรื่องของความรุนแรงของโรคเป็นหลัก อัตราการเสียชีวิต พบแต่ 1 ใน 1,000 หรือ ร้อยละ 0.1 โรคไม่มีรุนแรงก็รักษาแบบ OPD เหมือนไข้หวัดใหญ่ มีการฉีดวัคซีนป้องกัน เหมือนกับโรคตามฤดูกาลทุกปี ส่วนเรื่องของยารักษา ขณะนี้ เน้นการรักษาตามอาการ จ่ายยาตามความเหมาะสม ไม่จำเป็นที่ทุกคนต้องกินยา เพราะจะได้รับผลข้างเคียงจากยา ทั้งผลต่อตับ ไต ตาและผิวมีสีฟ้า จากการรับยาฟาวิพิราเวียร์

นอกจากนี้ นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึกษาระดับกระทรวง ประธานคณะกรรมการ MIU และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากนโยบายของนายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวง ซึ่งให้มีการวางแผน เตรียมความ และการบริหารจัดการเพื่อรับมือสถานการณ์โควิด 19 ทุกระยะตั้งแต่เริ่มระบาดจนถึงการเตรียมความพร้อมการเข้าสู่การเป็น “โรคประจำถิ่น” อย่างดีสุด โดยเน้นการนำข้อมูลระบาดวิทยาและวิชาการ การระดมความเห็นผู้ทรงคุณวุฒิทั้งภายในและนอกกระทรวงสาธารณสุข การติดตามประเมินผลและถอดบทเรียนทั้งในระดับชาติและพื้นที่สู่เพื่อพัฒนาการบริหารจัดการสถานการณ์ที่มีประสิทธิภาพ

ล่าสุด ทีมวิจัยกระทรวงสาธารณสุข มหาวิทยาลัยต่างๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ประเมินผลการรับมือสถานการณ์โควิด 19 โดยลงพื้นที่จริงทั้งในระดับประเทศ และในระดับพื้นที่ จำนวน 8 พื้นที่หลัก และ 44 พื้นที่ย่อย เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย การเตรียมความพร้อมและมาตรการสำคัญเพื่อรับมือสถานการณ์ในระยะถัดไปจนสู่การยุติการระบาด ผลการประเมินตามสมรรถนะหลักขององค์การอนามัยโลก (WHO) และการถอดบทเรียน ทบทวนหลังปฏิบัติงาน พบว่า

1) ประเทศไทยและกระทรวงสาธารณสุข มีสมรรถนะและการรับมือสถานการณ์อยู่ในระดับดีมาก ใน 7 องค์ประกอบหลัก เช่น ภาวะผู้นำ การบริหารจัดการ กำลังคน ยา เวชภัณฑ์ วัคซีน ระบบบริการ การมีส่วนร่วมภาคส่วนต่างๆ

2) ขณะนี้ สถานการณ์ส่วนใหญ่ทั่วโลกและประเทศไทย อยู่ในระยะการปรับตัวเข้าสู่การยุติการระบาดใหญ่ (Pandemic Ending) เป็น “โรคประจำถิ่น (Endemic)” ด้วยปัจจัยของเชื้อที่พบส่วนใหญ่ลดความรุนแรงลงมาก เช่น สายพันธุ์โอมิครอน

แม้ว่า ขณะนี้พบผู้ติดเชื้อในประเทศจำนวนมาก แต่สถานการณ์อยู่ในระยะทรงตัวและชะลอการเพิ่มจำนวน จากการพยากรณ์คาดว่า สถานการณ์การติดเชื้อในประเทศจะดีขึ้นตามลำดับและเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่นในต้นเดือนกรกฎาคม 2565 นี้

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญในการยุติการระบาดใหญ่ คือ ระดับภูมิคุ้มกันต่อโควิด-19 ของประชาชน แม้ว่าขณะนี้ประเทศไทย มีการฉีดวัคซีนจำนวนมากกว่า 125 ล้านโดส แต่ยังคงต้องขอความร่วมมือประชาชนเข้ารับวัคซีนเข็มกระตุ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงที่จะป่วยหนักและเสียชีวิต เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยอาการรุนแรงและผู้เสียชีวิตลงให้มากที่สุด

หากการฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มกระตุ้นในกลุ่มเสี่ยงได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 70 จะลดจำนวนผู้ป่วยหนักและผู้เสียชีวิตลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง และจากข้อมูลกรมควบคุมโรค พบว่า การได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงสามารถลดโอกาสเสียชีวิตลงได้ถึง 41 เท่า

นอกจากนี้การปฏิบัติตามมาตรการกระทรวงสาธารณสุขในการป้องกันการติดเชื้อ เพื่อลดและชะลอจำนวนผู้ติดเชื้อ ด้วยพฤติกรรมการป้องกันตนเอง และการปฏิบัติตามมาตรการ เป็นจุดแข็งสำคัญในการควบคุมการแพร่ระบาดในประเทศไทยซึ่งทำได้ดีมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศ การธำรงรักษามาตรการโดยเน้น ความเข้าใจ ความร่วมมือจากประชาชนมีส่วนสำคัญไม่เพียงแต่ลดการแพร่ของระบาดของโควิด-19 เท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อการลดการแพร่ระบาดโรคติดต่อสำคัญอื่นๆ เช่น วัณโรค ไข้หวัดใหญ่ โรคติดต่อทางเดินหายใจอื่นๆ

3) ระบบบริการการแพทย์และสาธารณสุข เช่น ระบบป้องกันควบคุมโรค บุคลากร ยา เวชภัณฑ์ และจำนวนเตียงรองรับผู้ป่วย มีความพร้อมในการรับสถานการณ์

อย่างไรก็ตามจะต้องมีการปรับระบบการดูแลรักษาผู้ป่วย ในลักษณะการดูแลผู้ป่วยโรคติดต่อทั่วไป เช่น ไข้หวัดใหญ่ โดยผู้ที่ไม่มีอาการหรืออาการน้อย ให้รักษาตัวแบบผู้ป่วยนอก (OPD) ดูแลตนเองที่บ้าน และรับเป็นผู้ป่วยใน (IPD) ในกรณีที่มีอาการรุนแรง หรือเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรง การปรับระบบเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรค เข้าสู่โรคติดต่อทั่วไป เน้นการเฝ้าระวัง สอบสวน ควบคุมการระบาดที่เป็นกลุ่มก้อน เน้นการเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด-19 ที่กลายพันธุ์เพิ่มความรุนแรง พิจารณาการให้วัคซีนในระยะถัดไป เป็นการให้วัคซีนประจำปีในกลุ่มเสี่ยงคล้ายการให้วัคซีนไข้หวัดใหญ่

นอกจากนี้ จะต้องเร่งพัฒนาระบบสาธารณสุขในเขตเมืองขนาดใหญ่ เช่น กทม. โดยเฉพาะระบบการดูแลสุขภาพระดับปฐมภูมิที่เข้มแข็ง จิตอาสา อาสาสมัครสาธารณสุขระดับพื้นที่ ให้เหมาะสมกับบริบท ส่งเสริมพัฒนากลไกการบริหารจัดการ ความร่วมมือและการดำเนินงานร่วมจากทุกภาคส่วนให้สอดประสานในทิศทางเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพ

4) ระบบเวชภัณฑ์ ยา วัคซีน สามารถบริหารจัดการได้ดี มีจำนวนเพียงพอ จากการศึกษาพบว่า การพัฒนาที่สำคัญ คือนโยบายรัฐบาลและความต่อเนื่องในการพัฒนาด้านความมั่นคงสุขภาพโดยส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการผลิตและสามารถพึ่งตนเองได้เองภายในประเทศ เช่น โรงงานผลิตวัคซีน ยา และเวชภัณฑ์ เพื่อพร้อมรับมือวิกฤติการณ์ด้านสุขภาพ และการระบาดของโรคติดต่ออุบัติใหม่อื่นๆ ในอนาคต

5) ต้องเร่งพัฒนาระบบการสื่อสารสร้างความเข้าใจที่ทันสมัยเชิงรุก ทั้งในสื่อสังคมออนไลน์ และสื่ออื่นๆ ให้มีความครอบคลุม เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม รวมถึงการบริหารจัดการข่าวปลอมที่มีประสิทธิภาพ การเตรียมความพร้อมเข้าสู่การเป็น “โรคประจำถิ่น” ต้องเร่งสร้างความรู้ ความเข้าใจ การปรับตัว ในภาคประชาชน สังคม วัฒนธรรม การใช้ชีวิตในรูปแบบวิถีใหม่ (New Normal) มาตรการทางสังคมที่ดีและเหมาะสม เช่น การป้องกันตนเองและผู้อื่น ความรับผิดชอบต่อสังคมเพื่อไม่ให้เกิดการระบาดหรือการแพร่เชื้อ

สรุป

เมื่อเทียบเคียงสถานการณ์การระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ (Pandemic Influenza) เมื่อปี พ.ศ. 2552 ขณะนี้เป็นการก้าวย่าง สู่การยุติการระบาดใหญ่ และปรับตัวไปสู่การเป็นโรคประจำถิ่น (Endemic)

ความสำเร็จในการก้าวข้ามวิกฤตการณ์โควิด 19 วิกฤตการณ์ด้านสุขภาพที่รุนแรงที่สุดในรอบ 100 ปี ให้สิ้นสุดลง ไม่สามารถทำได้โดยกระทรวงสาธารณสุขหรือหน่วยงานสุขภาพเพียงฝ่ายเดียว ความสำเร็จจะต้องเกิดจาก นโยบาย การบริหารจัดการและมาตรการในระดับชาติและพื้นที่ ให้เกิดการบริหารจัดการด้วยพลังความร่วมมือ ทั้งภาครัฐ เอกชน และที่สำคัญคือ การสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความร่วมมือจากประชาชน

สามารถติดต่อเช่ารถบัสท่องเที่ยวได้ที่
ที่อยู่:  39 หมู่ 14 ถนนบางนา-ตราด บางแก้ว บางพลี สมุทรปราการ 10540
เบอร์โทร. 092-185-6699
Line: @DASHMV

DASH MV
บริการเช่ารถบัส รถโค้ช ขนาด 39-45 ที่นั่ง รถที่ให้บริการเป็นรถที่นำเข้าจากต่างประเทศและเป็นรถใหม่ทุกคัน มีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากลและมีระบบความปลอดภัยสูง เพราะเราใส่ใจเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยของลูกค้าเป็นหลัก
บริษัทเช่ารถบัส
บริการเช่ารถบัส

สำหรับผู้ที่สนใจ

ทางเรามีบริการให้เช่ารถบัส
ทั้งแบบรายวัน และรายเดือน

หมวดหมู่บทความ