fbpx

เตรียมความพร้อมพนักงานขับรถบัส และการตรวจเช็คสภาพรถ

พนักงานขับรถบัส

การเตรียมความพร้อมของพนักงานขับรถก่อนออกปฏิบัติงานเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก เนื่องจากพนักงานแต่ละคนจะมีทักษะ ความรู้ ประสบการณ์ รวมทั้งความพร้อมของสภาพร่างกายในแต่ละวันที่แตกต่างกัน ดังนั้น ในการปฏิบัติงานจึงต้องมีการตรวจความพร้อมทุกครั้ง โดยแบ่งเป็น 6 ขั้นตอน ดังนี้

สารบัญเนื้อหา

ขั้นตอนที่ 1 สำรวจการแต่งกายและบุคลิกภาพตนเอง มีวัตถุประสงค์เพื่อให้พนักงานได้สำรวจความเรียบร้อยของการแต่งกายและบุคลิกภาพ เพื่อภาพลักษณ์ที่ดี

ขั้นตอนที่ 2 อ่านและทำความเข้าใจข่าวสารความปลอดภัย มีวัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มความรู้ และ แจ้งข่าวสารเกี่ยวกับความปลอดภัยต่างๆ เพื่อให้ตระหนักถึงอันตรายต่างๆ ก่อนปฏิบัติงาน 

ขั้นตอนที่ 3 ตรวจวัดความดันโลหิต มีวัตถุประสงค์ เพื่อค้นหาภาวะความดันโลหิตสูง เนื่องมาจากความเครียด อดนอน หรือโรคประจำตัว ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุ ในขณะที่กำลังขับรถ

ขั้นตอนที่ 4 ตรวจวัดระดับแอลกแออล์ มีวัตถุประสงค์เพื่อคัดกรองผู้ที่ดื่มสุราเพราะเป็นสาเหตุที่สำคัญของการเกิดอุบัติเหตุ 

ขั้นตอนที่ 5 ทดสอบปฏิกริยาโต้ตอบ มีวัตถุประสงค์เพื่อวัดความตื่นตัวของร่างกาย ความเหนื่อยล้า และการตอบสนองของพนักงานขับรถ 

ขั้นตอนที่ 6 สรุปสภาพความพร้อม มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความเข้าใจและสรุปผลความ พร้อมก่อนออกไปปฏิบัติงาน 

นอกจากพนักงานขับรถจะเป็นส่วนหนึ่งของการเกิดอุบัติเหตุแล้ว รถก็เป็นหนึ่งในสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุเช่นกัน ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากความบกพร่องของระบบการทำงานของรถ สำหรับการเดินทางระยะไกลความพร้อมของพนักงานขับรถและรถบัสสำคัญที่สุด เพราะหากคนพร้อมแต่รถไม่พร้อม หรือรถพร้อมแต่คนไม่พร้อม การเดินทางไปถึงที่หมายย่อมเป็นไปได้ยาก ดังนั้น DASH MV จึงไปหาข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการตรวจเช็คสภาพรถบัสให้พร้อมเดินทาง แบบมีหลักการมาให้ทุกท่านได้เอาไปลองปฏิบัติตามดู

การตรวจสภาพรถก่อนใช้งานแบบ BE-WAGON

บีวากอน (BE-WAGON) เป็นหลักการตรวจเช็คสภาพรถก่อนออกเดินทางที่ใช้ได้กับรถทุกประเภท สรุปได้ 7 หมวดตามอักษรย่อ คือ B, E, W, A, G, O, N ซึ่งช่วยให้จำได้ง่ายยิ่งขึ้น โดย Be แปลว่า “เป็น” Wagon แปลว่า “รถ” ดังนั้นก่อนที่พนักงานขับรถจะขับรถเดินทางทุกครั้ง ต้องทำรถให้เป็นรถที่พร้อมใช้งานก่อน โดยมีสามารถตรวจสอบได้ดังนี้

สนใจเช่ารถบัส ติดต่อสอบถามข้อมูล

B (Brake) หมายถึง การตรวจดูน้ำมันเบรกและน้ำมันคลัตช์ ว่ามีรอยรั่วซึมของน้ำมันหรือไม่ โดยมีการตรวจสอบดังนี้

1.1) ตรวจสอบระดับน้ำมันเบรกและสภาพเบรก 

1.1.1) ระดับน้ำมันเบรกจะต้องอยู่ระหว่างขีดสูงสุด MAX (ระดับสูงสุด)และขีดต่ำสุด MIN (ระดับต่ำสุด)
1.1.2) ตรวจระยะฟรีและความสูงของแป้นเบรก
1.1.3) ตรวจสอบการทำงานของเบรกมือ โดยการดึงก้านเบรกมือขึ้นและให้ฟังเสียงระยะฟันเฟืองของเบรกมือ ให้อยู่ในระยะ 3 – 7 คลิก หากมีช่วงระยะฟันเฟืองน้อยหรือมากกว่านี้ ให้ทำการปรับตั้งใหม่

1.2) ตรวจสอบระดับน้ำมันครัตช์ 

1.2.1 ระดับน้ ามันคลัตช์ต้องอยู่ระหว่าง ขีดสูงสุด MAX และ ขีดต่ำสุด MIN 
1.2.2 สภาพสายอ่อนและแปฺบน้ ามันคลัตช์อยู่ในสภาพดี 
1.2.3 รอยรั่วซึมตามจุดต่างๆ 

E (Electricity) หมายถึง การตรวจสอบระบบไฟฟ้าของรถบัส ได้แก่ แบตเตอรี่ สายไฟ ไฟหน้า ไฟท้าย  ไฟเลี้ยว และแตร  โดยสามารถตรวจสอบได้ ดังนี้

2.1) ตรวจสอบระบบไฟฟ้าของรถบัส โดยเปิดไฟส่องสว่างและสัญญาณไฟทุกดวง ตั้งแต่ไฟหน้ารถ ไฟเลี้ยว ไฟเบรก ไฟถอยหลัง แตร ที่ปัดน้ำฝน มอเตอร์ฉีดน้ำทำความสะอาดกระจก รวมถึงการตรวจสอบรอยชำรุดของสายไฟตามจุดต่างๆ ที่สามารถมองเห็นได้

2.2) ตรวจสอบแบตเตอรี่  แบตเตอรี่ที่ใช้งานต้องมีอายุการใช้งานเฉลี่ย 2 ปี หรือมากกว่าขึ้นอยู่กับการใช้งาน ขั้วแบตต้องสะอาดไม่มีคราบขี้เกลือและสิ่งสกปรก นอกจากนี้ขั้วแบตและสายรัดแบตเตอรี่ต้องขันยึดแน่น  และระดับน้ำกรดควรอยู่ในระดับที่เหมาะสมอีกด้วย

2.3) หลอดไฟและไฟเตือนที่แผงหน้ามาตรวัด (หน้าปัด) พนักงานขับรถควรตรวจสอบไฟทุกดวงและไฟเตือนบนแผงหน้าปัดทุกครั้งก่อนออกรถ และหมั่นสังเกตไฟเตือนต่างๆ ในระหว่างขับรถบัส ซึ่งจะช่วยเตือนให้ทราบถึงความผิดปกติของรถบัส ก่อนที่เกิดอันตรายหรืออุบัติเหตุได้

W (Water)  หมายถึง การตรวจสอบระดับน้ำในหม้อน้ำและหม้อพัก น้ำฉีดกระจก และใบปัดน้ำฝน  โดยสามารถตรวจสอบได้ ดังนี้

3.1) ตรวจสอบระดับน้ำในหม้อน้ำต้องเต็มและระดับน้ำในหม้อพักอยู่ระดับ FULL 

3.2) ตรวจสอบฝาปิดหม้อน้ำและสปริงลิ้นระบายความดันอยู่ในสภาพดี 

3.3) ตรวจสอบสายพานปั้มน้ำ ท่อยางหม้อน้ำ และรอยรั่วซึมตามจุดต่างๆ

ใครที่สนใจเกมสันทนาการบนรถบัส สามารถอ่านเพิ่มเติม

A (Air) หมายถึง การตรวจเช็คระบบเกี่ยวกับอากาศ และตรวจลมยางทุกเส้นรวมถึงยางอะไหล่ พร้อมตรวจดูดอกยาง และสภาพยาง   โดยสามารถตรวจสอบได้ ดังนี้

4.1) เช็คการทำงานของเครื่องปรับอากาศ

4.2) ตรวจสอบแรงดันลมยาง ถ้าแรงดันน้อยเกินไป จะเกิดความฝืดระหว่างยางกับผิวถนนมาก ทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิง เกิดความร้อนสูงทำให้แก้มยางฉีกขาดได้ง่ายจากแรงกระแทก และทำให้ดอกยางบริเวณขอบทั้งสองด้านสึกหรอเร็วกว่าปกติ แต่ถ้าแรงดันมากเกินไป จะทำให้เกิดการลื่นไถลได้ง่าย ความสามารถในการยึดเกาะน้อยลง และดอก ยางตรงกลางสึกหรอเร็วกว่าปกติ

G (Gasoline) หมายถึง การตรวจระดับน้ำมันเชื้อเพลิงในถัง รอยรั่วซึม กลิ่นน้ำมัน โดยสามารถตรวจสอบได้ ดังนี้

5.1) รอยรั่วซึมตามจุดต่างๆ 

5.2) น้ำในหม้อกรองดักน้ำ กรองดักน้ำเป็นอุปกรณ์ที่ใช้แยกน้ำออกจากน้ำมันเชื้อเพลิง เพราะถ้ามีน้ำปนจะทำให้ระบบหัวฉีดเสียหาย ตรวจสอบโดยการคลายปลั๊กถ่ายน้ำออก

5.3) ไส้กรองอากาศ การทำความสะอาดห้ามเคาะโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้กรองบิดเบี้ยว ให้ใช้ลมเป่าจากทางด้านในออกมา อย่าเป่าจากทางด้านนอกเพราะจะทำให้ฝุ่นละอองทะลุเข้าไปด้านใน

O (Oil) หมายถึง การตรวจน้ำมันหล่อลื่นทุกชนิด ได้แก่ น้ำมันเครื่อง น้ำมันพวงมาลัย เพาเวอร์ น้ำมันเกียร์ อื่นๆ  โดยสามารถตรวจสอบได้ ดังนี้

6.1) ดึงก้านวัดรระดับน้ำมันเครื่องออกมาแล้วเช็ดด้วยผ้าสะอาด จากนั้นให้ใส่ก้านวัดกลับเข้า ไปและดึงออกมาอีกครั้ง 

6.2) ถ้าระดับน้ำมันเครื่องอยู่ระหว่างขีดต่ำสุดและขีดสูงสุดแสดงว่าปกติ ถ้าระดับต่ำกว่าขีดต่ำสุดให้เติมน้ำมันเครื่องเพิ่ม แต่อย่าให้เกินระดับขีดสูงสุด เพราะจะทำให้เครื่องยนต์เสียหายได้ 

6.3) ตรวจน้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์ โดยระดับน้ำมันควรอยู่ที่ ระดับMAX และน้ำมันที่เติมต้องใช้ชนิดและยี่ห้อเดียวกัน เพราะถ้าผสมหลายยี่ห้อจะทำให้ซีลยางชำรุดได้ และถ้าระดับน้ำมันสูงเกินไปจะทำให้เกิดฟองอากาศภายในระบบ ดังนั้นไม่ควรให้เกินระดับขีด สูงสุด 

N (Noise) ตรวจเสียงดังตามจุดต่างๆ หมายถึง การตรวจเสียงที่ดังมาจากเครื่องยนต์หรือตัวถังว่ามีเสียงผิดปกติหรือไม่ โดยสามารถตรวจสอบได้ ดังนี้

ให้ลองติดเครื่องยนต์เพื่อฟังเสียงดังตามจุดต่างๆ เช่น เสียงวาล์วดัง ลูกปืนไดชาร์จ เสียงสายพาน เสียง เครื่องยนต์ เสียงท่อไอเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างขับรถให้สังเกตเสียงหรือกลิ่นผิดปกติ และตรวจหาว่า ความผิดปกตินั้นมาจากจุดใด เพื่อที่จะได้ซ่อมแซมแก้ไข ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุได้

ทำไมต้องทำกิจกรรม CSR ทำแล้วได้อะไร

การตรวจเช็ครถบัสในระหว่างขับรถ

พนักงานขับรถสามารถตรวจเช็ครถบัสระหว่างขับรถได้และไม่เสียเวลาในการตรวจเช็คมากนัก โดยมีสามารถตรวจสอบได้ดังนี้

  • การตรวจเช็คเครื่องยนต์
    • ในระหว่างขับรถพนักงานขับรถต้องคอยสังเกตฟังเสียงเครื่องยนต์ว่า มีเสียงดังผิดปกติหรือไม่ หากมีเสียงดังควร หยุดรถเพื่อตรวจในทันที
    • อัตราการเร่ง พนักงานขับรถต้องสังเกตอัตราการเร่งของเครื่องยนต์ได้ หากกำลังตกขณะขับบนทางปกติ ควรหยุดรถและตรวจสอบทันที
    • ควันที่ออกจากท่อไอเสีย สังเกตว่ามีปริมาณมากกว่าปกติหรือไม่ ให้สังเกตสีและความเข้มของควัน 
  • ภายในหน้าปัดหรือมาตรวัดต่าง ๆ
    • ตรวจดูมาตรอุณหภูมิ 

    • ตรวจดูระดับน้ำมันเชื้อเพลิง 

    • มาตรวัดแรงดันน้ำมันเครื่อง 

    • มาตรวัดแรงดันลม 

    • สัญญาณเตือนต่างๆ เช่น ระดับน้ำ 

  • ระบบส่งกำลัง
    • ในระหว่างขับรถพนักงานขับรถต้องสังเกตการทำงานของระบบคลัตช์ว่ายังปกติหรือไม่ 

    • การเข้าเกียร์ในขณะออกตัว การเปลี่ยนเกียร์ต่างๆ และขณะวิ่งบนทางในสภาพต่างๆว่าเกียร์มีเสียงดังผิดปกติหรือไม่

    • ในขณะขับรถพนักงานขับรถต้องสังเกตการหมุนของเพลากลางว่า มีการกระพือหรือสั่นหรือไม่

    • สังเกตเฟืองท้ายขณะออกตัวว่ามีเสียงดังหรือไม่
  • ระบบบังคับเลี้ยว
    • สังเกตอาการสะบัดเวลาเลี้ยว และการคืนพวงมาลัย 

    • การบังคับพวงมาลัยทางด้านซ้าย-ขวา และขณะขับทางตรงพวงมาลัยต้องได้ศูนย์ขณะขับไม่กินด้านซ้ายหรือขวา 

    • สังเกตเสียงของระบบเพาเวอร์ขณะทำการเลี้ยว

  • ระบบส่งกำลัง
    • ในระหว่างขับรถพนักงานขับรถต้องสังเกตการทำงานของระบบคลัตช์ว่ายังปกติหรือไม่ 

    • การเข้าเกียร์ในขณะออกตัว การเปลี่ยนเกียร์ต่างๆ และขณะวิ่งบนทางในสภาพต่างๆว่าเกียร์มีเสียงดังผิดปกติหรือไม่

    • ในขณะขับรถพนักงานขับรถต้องสังเกตการหมุนของเพลากลางว่า มีการกระพือหรือสั่นหรือไม่

  • ระบบเบรก
    • การตรวจเช็กเบรกขณะรถวิ่งทางปกติ 

    • การตรวจเช็กเบรกจอดก่อนออกจากรถ 

    • การตรวจเช็กและทดสอบเบรกไอเสีย

  • ระบบไฟฟ้า
    • ตรวจสอบระบบไฟเลี้ยว 

    • ตรวจสอบไฟหน้า 

    • ไฟขอทาง

    • .ตรวจสอบระบบการชาร์จของไดชาร์จจากหน้าปัด

  • ระบบรองรับน้ำหนัก/ช่วงล่าง 
    • การสังเกตการคล่องตัวของรถขณะขับรถบัสบนทางวิ่งขรุขระ 

    • สังเกตขณะขับรถบัสเข้าทางโค้ง 

    • สังเกตการกระแทกของระบบรองรับน้ำหนัก

เช่ารถบัสรับส่งพนักงาน มีความจำเป็นไหม

การตรวจเช็คระหว่างจอดพักรถ

การตรวจเช็คระหว่างการจอดพักรถในระหว่างการเดินทาง พนักงานขับรถอาจมีเวลาในการตรวจสอบไม่มากนัก โดยการตรวจเช็กระยะนี้อาจเป็นการตรวจเช็กโดยรวม โดยมีขั้นตอนการตรวจสอบง่ายๆ ดังนี้ 

  1. ตรวจดูความเรียบร้อยรอบๆ รถบัส รวมถึงการทรงตัวในแนวตั้งของรถบัส 
  2. ตรวจดูยางโดยการเคาะยาง และหาจุดชำรุดของดอกยาง 
  3. ตรวจดูระบบให้สัญญาณไฟต่างๆ ทั้งไฟเลี้ยว ไฟส่องป้าย สัญญาณไฟหรี่  
  4. ตรวจสอบรอยรั่วซึมของน้ำมันหล่อลื่น และน้ำมันเชื้อเพลิงบริเวณปั๊มจ่ายน้ำมันที่เครื่องยนต์
  5. ตรวจสอบรอยรั่วซึมของระบบน้ าหล่อเย็น โดยการสังเกตรอยหยดของน้ำบริเวณหม้อน้ำ
  6. ตรวจสอบรอยรั่วของลมโดยการฟังเสียงของลมในระบบ

การตรวจเช็คหลังการใช้งาน

เมื่อพนักงานขับรถสิ้นสุดการใช้รถบัส ควรตรวจสอบในจุดต่างๆ และลงบันทึกการตรวจเช็กหลังการใช้งานอย่างละเอียด เพื่อส่งให้พนักงานขับรถคนต่อไป หากตรวจสอบพบความบกพร่องของอุปกรณ์และส่วนควบคุมต่างๆ ในระหว่างเดินทาง และคาดว่า หากนำรถไปใช้ต่อไปอาจก่อให้เกิดอันตรายหรืออาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ พนักงานขับรถจะต้องทำแจ้งผู้ควบคุมทราบเพื่อแก้ไขทันที

สรุป

การตรวจเช็ครถ เป็นการตรวจสภาพรถเพื่อยืนยันการใช้รถบัสในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงเบื้องต้นได้อย่างมาก ดังนั้นจึง ควรให้ความสำคัญการตรวจเช็คสภาพรถ เพราะค่าใช้จ่ายในการดูแลบำรุงรักษารถบัสจะใช้งบประมาณต่ำกว่าในการซ่อมแซมเมื่อมีชิ้นส่วนชำรุดหรือเสียหาย ซึ่งการตรวจเช็คสภาพรถต้องควบคู่ไปกับการฝึกอบรมที่ให้ความรู้ ทักษะ การขับรถอย่างปลอดภัยที่เกี่ยวเนื่องกับอุปกรณ์ และสภาพรถด้วย 

ดังนั้น การตรวจสอบ ดูแลบำรุงรักษารถ และเครื่องยนต์อย่างสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันอุบัติเหตุ ทำให้ท่านใช้รถบัสได้อย่างคุ้มค่า ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ประหยัดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม ยืดอายุการใช้งาน นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้โดยสารเดินทางถึงที่หมายอย่างปลอดภัยตรงตามกำหนดเวลาอีกด้วย

DASH MV
บริการเช่ารถบัส รถโค้ช ขนาด 39-45 ที่นั่ง รถที่ให้บริการเป็นรถที่นำเข้าจากต่างประเทศและเป็นรถใหม่ทุกคัน มีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากลและมีระบบความปลอดภัยสูง เพราะเราใส่ใจเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยของลูกค้าเป็นหลัก
บริษัทเช่ารถบัส
บริการเช่ารถบัส

สำหรับผู้ที่สนใจ

ทางเรามีบริการให้เช่ารถบัส
ทั้งแบบรายวัน และรายเดือน

หมวดหมู่บทความ