fbpx

การจัดการของรัฐบาลและการรับมือโควิด ในเดือนพฤษภาคม

รับมือโควิด

สนใจเช่ารถบัส ติดต่อสอบถามข้อมูล

คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ร่วมกันหารือแผนการดำเนินงานมาตรการป้องกันควบคุมโรคโควิด 19 สู่โรคประจำถิ่น เตรียมการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระยะ Post-pandemic ให้ทุกจังหวัดทำแผนปฏิบัติการรองรับตามมาตรการ “2U 3 พอ” และเห็นชอบยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการกำจัดโรคไวรัสตับอักเสบ พ.ศ. 2565 – 2567

โดยในที่ประชุมได้หารือแผนการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคโควิด-19 สู่โรคประจำถิ่น และเตรียมการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระยะ Post-pandemic เนื่องจากสถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 ของประเทศไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับอีกหลายๆ ประเทศที่เตรียมการเปลี่ยนผ่านสู่โรคประจำถิ่นเช่นกัน เช่น ประเทศสเปน ประเทศอินเดีย และรัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นต้น

ซึ่งภาพรวมในขณะนี้ได้เข้าสู่ระยะ Declining มีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตลดลงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งเป็นผลจากการที่ประชาชนร่วมมือกันปฏิบัติตามมาตรการ ทำให้ควบคุมสถานการณ์หลังสงกรานต์ได้ดี ไม่มีการระบาดใหญ่ตามมา รวมถึงความครอบคลุมของการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด 19 เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จึงมีการเตรียมความพร้อมเปลี่ยนผ่านสู่โรคประจำถิ่นในบางส่วนแล้ว อาทิ ประกาศลดระดับการเตือนภัย จากระดับ 4 เป็นระดับ 3 ทั่วประเทศ และมอบหมายให้ทุกจังหวัดจัดทำแผนปฏิบัติการรองรับการเปิดเมืองเปิดประเทศตามมาตรการ “2U” คือ Universal Prevention & Universal Vaccination และ “3 พอ” ได้แก่ เตียงพอ, หมอพอ, เวชภัณฑ์และวัคซีนพอ

สำหรับมาตรการเตรียมรับการเปิดเรียนพร้อมกันทั่วประเทศ ทางกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการได้มีการปรับมาตรการป้องกันโรค และการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและสามารถเปิดเรียน On-site ได้อย่างปลอดภัย พร้อมกับเร่งรัดการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด19 ในเด็กนักเรียน ซึ่งในขณะนี้เด็กอายุ 5-11 ปี ได้ฉีดวัคซีนเข็มแรกกว่า 54% และเข็มที่สอง 17%

 นายอนุทิน กล่าวว่า ที่ผ่านมาองค์การอนามัยโลกได้ชื่นชมความสำเร็จในการรับมือวิกฤตโควิด-19ของไทย โดยระบุว่ามีปัจจัยความสำเร็จ 5 ประการ ได้แก่ 1. ผู้บริหารประเทศให้ความสำคัญกับการจัดการปัญหา, 2. มีระบบหลักประกันสุขภาพและการดูแลปฐมภูมิที่ดี, 3. มีความร่วมมือทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ อสม. ที่เป็นกำลังสำคัญของสาธารณสุข, 4. ประชาชนและชุมชนมีความเข้มแข็ง และ 5. มีการใช้เทคโนโลยีเพื่อจัดการโควิด 19 ซึ่งจะนำเสนอประสบการณ์ในการรับมือโควิด 19 ในที่ประชุมสมัชชาอนามัยโลกให้ประเทศสมาชิกได้เรียนรู้ต่อไป

1. ผู้บริหารประเทศให้ความสำคัญกับการจัดการปัญหา
2. มีระบบหลักประกันสุขภาพและการดูแลปฐมภูมิที่ดี
3. มีความร่วมมือทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ อสม. ที่เป็นกำลังสำคัญของสาธารณสุข
4. ประชาชนและชุมชนมีความเข้มแข็ง
5. มีการใช้เทคโนโลยีเพื่อจัดการโควิด 19 ซึ่งจะนำเสนอประสบการณ์ในการรับมือโควิด 19 ในที่ประชุมสมัชชาอนามัยโลกให้ประเทศสมาชิกได้เรียนรู้ต่อไป

นอกจากนี้ในที่ประชุมฯ ได้มีการพัฒนาบุคลากรด้านการตรวจสุขาภิบาลยานพาหนะเรือ และมีการออกเอกสารรับรอง SSC (Ship Sanitation Certificate)  ภายหลังจากสถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้น และการเดินทางระหว่างประเทศทางเรือกำลังเพิ่มขึ้น ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศยอดนิยมที่มีชาวต่างชาติมาเยือนทางเรือ การตรวจสุขาภิบาลเรือและออกเอกสารรับรองสุขาภิบาลจึงมีความสำคัญ ภายใต้มาตรฐานของกฎอนามัยระหว่างประเทศ (IHR 2005)

โดยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เช่น เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศทางน้ำ (ท่าเรือ), กรมแพทย์ทหารเรือ, กองทัพเรือ, เจ้าหน้าที่ศูนย์ฝึกพาณิชน์นาวี, กระทรวงคมนาคม และคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เข้าร่วมการฝึกอบรมเรื่องการตรวจสุขาภิบาลเรือ และการออกใบรับรองสุขาภิบาลเรือ โดยความร่วมมือระหว่าง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, องค์การอนามัยโลก (WHO) และศูนย์ความร่วมมือไทย-สหรัฐด้านสาธารณสุข (TUC) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่ปฏิบัติงาน ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศทางน้ำ ให้มีศักยภาพประเมินความเสี่ยงทางด้านสาธารณสุขและสุขาภิบาลในเรือ ให้เป็นที่ยอมรับระดับสากล

สรุป

ความสำเร็จข้างต้นยืนยันถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่ดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างดีที่สุด ยกระดับมาตรฐานและความมั่นคงด้านสาธารณสุขให้กับประเทศไทย จนได้รับการชื่นชมจากทั่วโลก รวมถึงองค์การอนามัยโลก (WHO) นำไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และดูแลรักษาสุขภาพ (Medical & Healthcare Hub) แห่งหนึ่งของโลก ซึ่งความมั่นคงทางสุขภาพของประชาชนเป็นเป้าหมายอันดับแรกของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นการป้องกันและส่งเสริมการรักษาสุขอนามัยในทุกช่วงวัย พร้อมๆ กับเตรียมสวัสดิการเพื่อการรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้อย่างสะดวกและทั่วถึง ครอบคลุมประชาชนคนไทยทุกคน

ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มีการเน้นย้ำว่า ระบบสาธารณสุขของไทยจะไม่หยุดอยู่กับที่ จะต้องพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายยุทธศาสตร์ชาติที่ได้วางไว้ โดยมีหลักยึดที่สำคัญ คือ เราจะเดินหน้าไปพร้อมกัน และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง การรักษาพยาบาลและบริการสาธารณสุขต้องเป็นไปอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และลดความเหลื่อมล้ำในระบบสุขภาพของประเทศ

สามารถติดต่อเช่ารถบัสท่องเที่ยวได้ที่
ที่อยู่:  39 หมู่ 14 ถนนบางนา-ตราด บางแก้ว บางพลี สมุทรปราการ 10540
เบอร์โทร. 092-185-6699
Line: @DASHMV

DASH MV
บริการเช่ารถบัส รถโค้ช ขนาด 39-45 ที่นั่ง รถที่ให้บริการเป็นรถที่นำเข้าจากต่างประเทศและเป็นรถใหม่ทุกคัน มีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากลและมีระบบความปลอดภัยสูง เพราะเราใส่ใจเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยของลูกค้าเป็นหลัก
บริษัทเช่ารถบัส
บริการเช่ารถบัส

สำหรับผู้ที่สนใจ

ทางเรามีบริการให้เช่ารถบัส
ทั้งแบบรายวัน และรายเดือน

หมวดหมู่บทความ